วิธีทำน้ำยาซักผ้า

สูตรทำน้ำยาซักผ้า
ส่วนผสม
1. 28CT 1 กก.
2. ผงฟอง 1 กก.
3. ผงข้น 2-3 ขีด
4. F – 24 100 กรัม
5. น้ำหอม 10 ซีซี
6. น้ำสะอาด 3 กก.

วิธีทำ
1. นำ ผงฟอง เติมน้ำคนให้เข้ากัน
2. นำ 28CT ใส่คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. เติม F – 24 คนให้เข้ากัน
4. เติม น้ำหอม คนให้เข้ากัน
5. ค่อยๆเติม ผงข้น ใส่ทีละน้อยจนข้นตามต้องการ

วิธีทำน้ำมันเหลือง


ส่วนผสม
1. น้ำมันมะพร้าว 1000 กรัม
2. เมนทอส 150 กรัม
3. การบูร 100 กรัม
4. พิมเสน 50 กรัม
5. น้ำมันระกำ 100 ซีซี
6. น้ำมันพืช 1 ลิตร

วิธีถวายสังฆทาน


 

 

สังฆทานได้บุญมากแค่ไหน

ประโยชน์อย่างแรกของสังฆทานก็คือทำให้เราได้บุญมาก โดยมีตัวอย่างในพระไตรปิฎกเล่มที่ 26 ข้อ ๓๔ ที่เป็นเรื่องของผู้หญิง 2 คนที่เป็นพี่น้องกัน พี่สาว(ภัททา)เป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศล ทำบุญตักบาตรเป็นประจำสม่ำเสมอ ส่วนน้องสาว(สุภัททา)เป็นคนที่ไม่ค่อยได้ทำบุญเท่าไหร่

แต่อยู่มาวันหนึ่งน้องสาวเกิดอยากทำบุญขึ้นมา แล้วบังเอิญได้พบกับพระเรวตเถระซึ่งท่านก็แนะนำให้ทำสังฆทาน น้องสาวจึงได้นิมนต์พระมาจำนวน 8 รูป เพื่อถวายสังฆทาน

เมื่อทั้งคู่ตายไป พี่สาวที่ทำบุญตักบาตรอย่างสม่ำเสมอ ก็ได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์(ชั้น2) ส่วนน้องสาวที่มีโอกาสได้ทำสังฆทานกลับได้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้น 5  และมีวิมานที่ใหญ่โตกว่าของพี่สาวมากมายนัก

 

และหากเราใช้หลักการที่อธิบายไปในบทที่ 12 ว่า การทำบุญสังฆทานได้บุญเทียบเท่าหรือมากกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า

เราจะได้คำตอบว่า เราจะต้องตักบาตรกับพระอย่างน้อย 100,000 ล้านรูป เราถึงจะได้บุญเท่ากับการทำสังฆทานเพียง 1 ครั้ง หรือเทียบง่ายๆว่า หากเราตักบาตรวันละ 10 รูป ก็ต้องตักบาตรทุกวันนานถึง 27,500,000 ปี(เกิด 370,000 ชาติ) ถึงจะได้บุญเท่าทำสังฆทานเพียง 1 ครั้ง

สังฆทานทำให้ทำบุญอย่างสบายใจ

ประโยชน์อย่างที่สองก็คือทำให้เราสามารถทำบุญที่ได้บุญมากได้ง่ายขึ้นและสบายใจขึ้น เพราะตามหลักการที่ได้อธิบายไปในบทที่ 12 ที่ อธิบายว่า เราจะได้บุญมากขึ้นหากเราทำบุญกับคนที่มีศีลสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่มีโอกาสได้ทำบุญพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าจะได้บุญมากมายมหาศาล

ด้วยความเข้าใจนี้จึงทำให้คนจำนวนหนึ่ง พยายามแสวงหาพระที่เป็นพระอรหันต์แล้วพยายามทำบุญกับท่าน เพื่อให้ได้บุญมากมายมหาศาล เหมือนดังเช่นในสมัยพุทธกาล(พระไตรปิฎกเล่มที่ 22ข้อ 330) พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามพ่อค้าฟืนคนหนึ่งว่า ได้ทำบุญบ้างหรือเปล่า พ่อค้าฟืนคนนั้นตอบว่า ไม่ต้องห่วงเพราะว่าเขาได้ทำบุญกับพระอรหันต์อยู่เป็นประจำ

พระพุทธเจ้าได้ถามพ่อค้าฟืนคนนั้นต่อว่า ทราบได้อย่างไรว่าเป็นพระอรหันต์ พ่อค้าฟืนตอบว่า ก็เพราะว่าพระรูปนั้น ปลีกวิเวก อยู่ป่า และมีกิริยาที่เหมือนกับพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เป็นเรื่องยากสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่จะรู้ว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ เพราะพระบางรูปที่ ปลีกวิเวก อยู่ป่า แต่ภายในอาจจะยังคงมีกิเลสตัณหาอยู่มากมาย จิตฟุ้งซ่าน จิตไม่ตั่งมั่น ถือตัว จึงยังห่างไกลจากคำว่าพระอรหันต์

ใน ขณะที่พระบางรูป ที่ไม่ได้อยู่ป่า คลุกคลีกับผู้อื่น(พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้อยู่แต่ในป่า และพระองค์ก็คลุกคลีกับฝูงชนมากมาย) แต่ภายในใจอาจจะสิ้นแล้วซึ่งกิเลสตัณหาจนบรรลุอรหันต์ไปแล้วก็เป็นไปได้

ในเมื่อเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำว่า ให้ถวายสังฆทาน ซึ่งเราก็จะได้บุญมากเช่นกัน

 

ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ จึงทำให้เราไม่จำเป็นจะต้องเที่ยวเสาะแสวงหาพระอรหันต์ เพื่อที่จะทำบุญให้ได้บุญมาก เพียงแค่เราหาวัดใกล้บ้านแล้วถวายสังฆทาน แม้ว่าพระจะเป็นพระทุศีล(ทำผิดศีล) เราก็จะได้บุญมากเท่ากับหรือมากกว่าถวายกับพระพุทธเจ้า(พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 713) ความเข้าใจนี้จะทำให้เรามีความสุขใจและสบายใจในการทำบุญ เพราะทำที่ไหนก็ได้บุญมากเช่นกัน

 

การทำสังฆทานที่ถูกต้อง

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนเรียกถังเหลืองว่าสังฆทาน จึงทำให้ผมเคยเข้าใจผิดว่าการถวายถังเหลืองก็หมายถึงเราได้ทำสังฆทานแล้ว แต่ความจริงแล้วจะเป็นสังฆทานหรือไม่เป็น ไม่ได้เกี่ยวกับถังเหลืองเลยแม้แต่น้อย(ไม่เกี่ยวกับสีของถัง และไม่จำเป็นต้องใส่ถัง)

 

การถวายสังฆทานนั้นหมายถึง การถวายแด่หมู่สงฆ์(สังฆ-สงฆ์ ,ทาน-ให้หรือถวาย) เป็นการถวายโดยไม่เฉพาะเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการถวายสังฆทานมักจะเป็นการถวายอาหาร และอาจจะมีการถวายปัจจัย 4 อย่าง อื่นให้ครบถ้วน(เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย) หรือข้างของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระ เช่น แปรงสีฟัน ยามีฟัน มีดโกน ฯลฯ โดยการถวายสังฆทานเราจะทำที่วัดหรือทำที่บ้านของเราก็ได้(ในสมัยพุทธกาลจะทำ ที่บ้าน)

 

คำว่าหมู่สงฆ์สำหรับสังฆทานนั้นหมายถึงตัวแทนของพระ(พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 712) ซึ่งในพระไตรปิฎกได้ระบุเอาไว้ว่ามี 7 อย่าง ซึ่งในปัจจุบันที่พระพุทธเจ้าปรินิพานแล้ว และไม่มีภิกษุณีแล้ว ก็จะเหลือลักษณะของสังฆทานเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ 1.ให้ทานในภิกษุสงฆ์(พระทั้งหมดหรือพระทั้งวัด)  และ 2.เผดียงสงฆ์(นิมนต์-อาราธนา)ว่า ขอได้โปรดจัดพระจำนวนเท่านี้เพื่อทำสังฆทาน

ใน กรณีที่เราไม่ได้นิมนต์ด้วยตนเอง(ไม่ว่าจะนิมนต์มาทำที่บ้านเรา หรือนิมนต์แล้วทำที่วัด) แล้วเราไปที่วัดโดยไม่ได้นิมนต์ล่วงหน้า แต่เราไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันอาหารพร้อมๆกัน การที่มีพระทั้งวัดแบบนี้ก็จะถือได้ว่าเป็นหมู่สงฆ์โดยอัตโนมัติ(ตามกรณีที่ 1)

ส่วนกรณีที่ 2 จะ หมายถึงการนิมนต์พระที่เป็นตัวแทนของพระวัดนั้น โดยมาจากการประชุมของพระทั้งวัด หรือมาจากการจัดสรรของพระที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรร เช่น เราไปที่วัดแล้วติดต่อผู้ที่รับผิดชอบของวัด ว่าจะขอนิมนต์พระจำนวนกี่รูป แล้วผู้รับผิดชอบก็นิมนต์พระมาให้ตามจำนวนที่เราขอ แบบนี้จะถือว่าเป็นหมู่สงฆ์ที่ถูกต้อง ที่เป็นตัวแทนของวัด(จะถวายสังฆทานที่วัดหรือที่บ้านก็ใช้หลักการเดียวกัน)

 

แต่ หากเราเดินเข้าไปที่วัด แล้วเจอพระรูปหนึ่งแล้วแจ้งกับท่านว่าจะนิมนต์พระไปทำสังฆทาน แล้วพระรูปนั้นไปชักชวนพระที่ตนรู้จักจนครบจำนวน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นหมู่สงฆ์ที่เป็นตัวแทนของวัด

 

หมายเหตุ: ใน กรณีที่นิมนต์พระมาที่บ้าน จะต้องจัดสถานที่และอุปกรณ์ให้พร้อม เช่นน้ำล้างเท้า ผ้าเช็ดเท้า น้ำฉัน น้ำใช้ กระโถน ผ้า-กระดาษเช็ดมือ เช็ดปาก ช้อนส้อมและช้อนกลาง (โภชนะปฏิสังยุตะ ข้อ ๓๐)  และต้องจัดที่ให้พระนั่ง อย่าให้ยืน และที่นั่งต้องสูงกว่าที่ของผู้นั่งฟัง(ธัมมเทสนาปฏิสังยุต ข้อ ๑๓, ๑๔) และตอนนิมนต์ไม่ควรบอกว่ามีอาหารอะไรบ้าง แค่กล่าวนิมนต์เฉยๆ(โภชนวรรค ข้อ ๒)

 

การถวายแด่หมู่สงฆ์

ในการถวายสังฆทานนั้น แม้ว่าเราจะนิมนต์พระอย่างถูกต้อง หรือเราจะไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันพร้อมๆกัน ก็ยังไม่ถือว่าเราได้ทำสังฆทานอย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ หากเรานำอาหารนั้น ไปถวายพระรูปใดรูปหนึ่ง หรือแม้แต่ถวายให้พระทีละรูปจนครบทุกรูป เพราะจะถือว่าของที่เราถวายนั้นจะเป็นของพระรูปนั้น จึงเป็นการถวายทานปกติเป็นทานที่ให้บุคคล(ปาฏิปุคคลิกทาน)ไม่ได้เป็นสังฆทาน(ได้บุญแต่ไม่ได้บุญมากเท่าสังฆทาน)

 

การที่เราจะถวายสังฆทานได้อย่างถูกต้อง จะต้องเป็นการถวายให้เป็นส่วนกลางก่อน โดยอาจจะเป็นพระที่มีพรรษาสูงสุดเป็นผู้รับทั้งหมด แล้วพระท่านจะแจกจ่าย(ส่งต่อ)กันไปตามพรรษาจากพรรษาสูงสุดไปหาพรรษาน้อย

หรืออาจจะมีตัวแทนพระมารับของที่เป็นส่วนกลาง แล้วแจกจ่ายโดยเริ่มจากพระที่มีพรรษาสูงสุด แล้วพระท่านจะแจกจ่ายกันไปตามพรรษาเช่นกัน

 

สรุปว่าหลักการที่ถูกต้องก็คือ การถวายสังฆทาน ต้องถวายให้เป็นของส่วนกลางก่อน แล้วให้พระท่านแจกจ่าย(ส่งต่อ)กันเอง

ส่วนตัวเราในฐานะผู้ถวายก็ต้องถวายโดยไม่มีจิตยึดติดกับพระรูปใดเป็นพิเศษด้วย(คิดจะถวายแบบรวมๆ ให้พระทั้งหมด ให้พระพุทธศาสนา)

 

พระรูปเดียวรับเป็นสังฆทานหรือไม่

ในกรณีที่เราไปที่กุฏิของท่านแล้วถวาย แบบนี้ไม่เป็นสังฆทานแน่นอน เพราะของนั้นจะตกเป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ตกเป็นของส่วนกลางก่อน(ได้บุญแต่ไม่เป็นสังฆทาน)

แต่ในกรณีที่มีพระรูปเดียว แต่มาเป็นตัวแทนของสงฆ์หรือตัวแทนวัด เช่นทางวัดมีการจัดสรรว่า วันไหนพระรูปไหนจะเป็นตัวแทนสงฆ์ออกมารับสังฆทาน และของที่ได้รับไม่ได้เป็นของพระรูปนั้น แต่เป็นของกลางของวัดก่อนแล้วค่อยไปจัดสรรภายหลัง แบบนี้แม้จะเป็นพระรูปเดียวก็ถือได้ว่าเป็นสังฆทาน(อรรถกถาเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ หน้า 407 เวรัญชกัณฑวรรณนา)

หรือแม้แต่ในกรณีที่เรานิมนต์พระมาทำสังฆทานที่บ้านเพียงรูปเดียว โดยเป็นการติดต่อทางวัด และทางวัดเป็นผู้จัดสรรมาให้ ก็ยังถือว่าเป็นสังฆทาน แต่โดยทั่วไปเรามักจะนิมนต์พระมามากกว่า 1 รูปด้วยเหตุผลของความรู้สึก และความจำเป็นในเรื่องการอปโลกสังฆทาน(อธิบายเพิ่มเติมภายหลัง)

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เราได้บุญอย่างเต็มที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วิธีที่ดีที่สุดของการทำสังฆทานก็คือ การไปวัดตอน 8-10 โมงเช้า(แต่ละวัดจะช้าเร็วไม่เหมือนกัน) แล้วไปที่ศาลาที่พระทั้งวัดมานั่งฉันอาหารพร้อมกัน เพื่อถวายอาหารเป็นสังฆทาน หรือนิมนต์พระมาที่บ้านเพื่อถวายอาหารเป็น สังฆทาน ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆเราก็สามารถถวายเพิ่มเติมได้ แต่ควรตั้งใจถวายอาหารเป็นหลัก(อ่านเพิ่มเติมท้ายบทว่าทำไมต้องถวายอาหาร เป็นหลัก) หากทำตามสองแบบนี้เราก็จะได้บุญสังฆทานแน่นอน และได้ความอิ่มอกอิ่มใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้บุญเพิ่มขึ้นด้วย

 

ตักบาตรเป็นสังฆทานหรือไม่

หากพระท่านมาในฐานะตัวแทนหมู่สง และอาหารที่เราใส่บาตรพระท่านนำไปรวมที่ส่วนกลางก่อน แล้วค่อยแจกจ่ายให้แต่ละรูปฉัน แบบนี้มีโอกาสเป็นสังฆทานได้ แต่ถ้าพระท่านไม่ได้มาในฐานะตัวแทนหมู่สงฆ์หรือฉันของที่ท่านบิณฑบาตมาเอง ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งแบบนี้ไม่เป็นสังฆทานแน่นอน

ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่เราจะทราบว่า พระท่านเป็นตัวแทนหมู่สงฆ์หรือเปล่า อาหารนั้นจะเป็นของส่วนกลางหรือเป็นของพระรูปที่เราใส่บาตร รวมถึงเป็นเรื่องยากที่เราจะทำจิตใจให้รู้สึกว่าถวายเป็นสังฆทาน(ให้หมู่ สงฆ์) เพราะตอนที่เราตักบาตรเพราะเรานิมนต์ทีละรูป การตักบาตรจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นทานบุคคล(ปาฏิปุคคลิกทาน)มากกว่าเป็น สังฆทาน ฉะนั้นหากอยากทำสังฆทาน ก็ควรตั้งใจทำสังฆทานอย่างเต็มรูปแบบจะดีกว่า ส่วนการตักบาตรก็เป็นสิ่งที่ได้บุญและเป็นการช่วยสืบทอดอายุพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำหากมีโอกาส

 

ถวายอะไรได้บ้าง

นอกเหนือจากการถวายอาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค ผ้าไตร เรายังสามารถถวาย ดอกไม้ ธูปเทียน หลอดไฟ แปรงสีฟัน รองเท้า ไฟฉาย พระพุทธรูป และสิ่งต่างๆที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับพระและวัด ซึ่งของแต่ละอย่างก็จะให้อานิสงค์ไม่เหมือนกัน(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ของแต่ละอย่างได้อานิสงค์อะไร ได้ท้ายเล่ม)

เพียงแต่ว่าการถวายอาหารเป็นสังฆทานนั้น เราจะต้องถวายก่อนเที่ยง(หลังเที่ยงพระจะรับอาหารไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดหรือแห้งหรือนม เพราะตามวินัยสงฆ์ พระจะเก็บสะสมอาหารไม่ได้) ส่วนน้ำปานะ เภสัชทั้ง…และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆที่ไม่ใช่อาหารสามารถถวายก่อนหรือหลังเที่ยงก็ได้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับของที่เหมาะสมจะถวายได้ท้ายเล่ม)

โดย การถวายเราไม่จำเป็นต้องซื้อถังเหลือง(หรือถังสีอะไรก็ตาม) เราไปเลือกซื้อของแต่ละอย่างที่เราต้องการถวาย และไม่จำเป็นต้องซื้อเท่าจำนวนพระที่เรานิมนต์ จะซื้อปริมาณเท่าไหร่ก็ได้(มากกว่า เท่ากับ หรือน้อยกว่าปริมาณพระก็ได้) แล้วใส่ภาชนะอะไรก็ได้ถวาย การเลือกซื้อด้วยตนเองนอกจากจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากของในถังไม่ได้ คุณภาพแล้ว ยังทำให้เราได้บุญมากขึ้นเพราะเป็นการทำบุญด้วยความประณีต(จะอธิบายเพิ่ม เติมภายหลัง)

 

สรุปอีกครั้งว่าจะเป็นสังฆทานหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 อย่าง

1.       พระที่รับสังฆทานเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์

2.       ของที่ถวายจะต้องตกเป็นของส่วนกลางก่อน ไม่ถวายเจาะจงพระรูปใดเป็นพิเศษ

3.       จิตใจของผู้ถวายจะต้องไม่ยึดติดกับพระรูปใดเป็นพิเศษ(ทั้งชอบหรือไม่ชอบ) คิดถวายให้โดยรวม

 

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำสังฆทานและการทำบุญให้ได้บุญมากได้ในหนังสือ ” ทำดี 24 ชั่วโมง” **

ด้วยความนับถือ

ณัฐพบธรรม
ผู้เขียนหนังสือ “ถ้ารู้…(กู)…ทำไปนานแล้ว”
(เมื่ออ่านจบแล้วจะอุทานเหมือนชื่อหนังสือ)

ที่มา : http://www.Nutpobtum.com

วิธีทำสบู่

ลุงขาวไขอาชีพ ตอน สบู่เหลวขมิ้นชัน

ฟ้าใสแกลอรี่…สบู่เปลือกมังคุด

ฟ้าใสแกลอรี่…สบู่ถ่านไม้ไผ่

วิธีทำสบู่เหลวอาบน้ำ

เพื่อนคู่คิด ตอน สบู่แฟนซี

วิธีทําให้ผิวขาว

ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า “กลูต้าไธโอน” เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ

อืม… แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู  12 วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย…

 1. การขัดผิว เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว  โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม

3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่ จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

6. ครีมกันแดด ควร เป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดย ให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะ การออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ

11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้า ผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว

12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้

วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็น สูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ
วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน

วิธีลดต้นขา

วิธีลดต้นขาแบบญี่ปุ่น

ตื่นมาคุย 4-5 เทคนิคลดต้นขา สามารถทำได้ง่าย

ท่าลดหน้าท้องสะโพกต้นขา 2

วิธีลดต้นขา ต้นขาใหญ่ แบบนี้ ถึงเวลาต้องหา วิธีลดต้นขาแบบเร่งด่วน แล้วล่ะค่ะ แม้คุณสาว ๆ หลายคนออกจะผอมเพรียว ก็ยังมิวายเจอกับปัญหา ต้นขาใหญ่ วันนี้กระปุกดอทคอม จึงขอรวบรวมสารพัดท่าบริหารต้นขา วิธีลดต้นขาง่ายๆ มานำเสนอคุณสาว ๆ ให้ลองไปใช้ลดต้นขากันดูค่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 1

ต้องใช้เวท น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นตัวช่วยด้วยค่ะ ให้นอนลงกับพื้นแล้วผูกเวทติดไว้ที่ขา แล้วยกขาให้สูงขึ้นจากพื้น 45 องศา อย่างช้า ๆ นับ 1-5 แล้ววางลง จนเมื่อร่างกายเริ่มชินกับน้ำหนักของเวท ให้ยกขาขึ้นลงด้วยความเร็วมากขึ้น

โดยท่าลดต้นขานี้ควรทำทีละข้าง ครั้งละ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง หมั่นทำบ่อย ๆ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งค่ะ เมื่อทำจนชำนาญแล้ว ก็อาจจะยกขาให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 2

ท่านี้จะเป็นการบริหารต้นขาด้านหน้าได้อย่างดีเลยล่ะ โดยให้คุณสาว ๆ นอนหงาย แล้วสอดมือทั้ง 2 ข้างรองก้นไว้ งอเข่าซ้ายขึ้นมาเข้าหาอก แล้วยก-เหยียดขาขวาขึ้นข้างบนอย่างช้า ๆ เมื่อเหยียดขาขวาจนสุดแล้ว ให้ค้างอยู่ในท่านั้นสักครู่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขา

จากนั้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น โดยเปลี่ยนเป็นงอเข่าขวาเข้าหาอก แล้วเหยียดขาซ้ายยกขึ้นสูงแทน ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 10-15 ครั้ง ต่อวัน และควรทำเป็นประจำ 3-5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 3

ท่านี้เป็นวิธีลดต้นขาด้านในค่ะ เริ่มจากการนอนราบลงบนพื้น ไขว้ข้อเท้าไว้ด้วยกัน จากนั้นพยายามงอเข่าให้เข้ามาชิดตัวให้มากที่สุด โดยที่ข้อเท้ายังไขว้กันอยู่ จากนั้นก็ยืดขาออก คลายเท้าทั้งสองออกจากกัน แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำประมาณ 24 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้ต้นขาด้านในดูเล็กลงได้ทีเดียวล่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 4

ท่านี้อิมพอร์ตมาจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ โดยให้คุณสาว ๆ อยู่ในท่ายืน ยกขาข้างหนึ่งไปข้างหน้า ปลายเท้าชี้ขึ้นฟ้า จากนั้นค่อย ๆ ลากขามาข้างหลัง ไขว้ไปที่ขาอีกข้างแล้วค้างไว้นานประมาณ 20 วินาที จากนั้นสลับมาทำอีกข้าง จะช่วยให้ต้นขาเล็กลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมท่านี้ยังทำได้ง่าย ๆ แม้คุณจะยืนทำอะไรอยู่ก็ตาม

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 5

เป็นวิธีง่าย ๆ จากประเทศญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ เพียงแค่เวลาที่คุณนั่ง ไม่ว่าจะนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือ นั่งดูทีวี ฯลฯ ให้นำสมุดโทรศัพท์เล่มหนา หรือหนังสืออะไรก็ได้ที่หนา ๆ ไม่ต่ำกว่า 5 เซนติเมตร มาหนีบไว้ที่ระหว่างขาให้แน่น ๆ จนเมื่อย ทนไม่ไหวก็ให้คลายสักครู่ แล้วทำต่อค่ะ ความเมื่อยที่คุณรู้สึกได้ จะช่วยลดต้นขาได้ดีเลยล่ะ

นอกจากนี้ ถ้าใครอยากจะลดช่วงน่องด้วย ก็ลองเกร็งขาแล้วยกขาให้ลอยเหนือพื้น ขณะที่ยังหนีบหนังสือหนา ๆ ไว้อยู่นั่นแหละค่ะ ค้างไว้ท่านั้นประมาณ 20 วินาที หรือจนกว่าจะทนไม่ไหวเช่นกันก็พักได้สักครู่ แล้วยกค้างไว้ต่อ ทำประมาณ 10 ครั้งบ่อย ๆ จะช่วยลดต้นขากับน่องได้ด้วย

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 6

ท่าบริหารนี้นำเอาหลาย ๆ ท่ามารวมกันค่ะ โดยเริ่มจากการนอนหงายกับพื้น ยกขาทั้งสองขึ้นเหยียดตรง ค้างไว้ 2 นาที จากนั้นแยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำกลับไปมาอีก 20 ครั้ง จากนั้นปั่นจักรยานกลางอากาศต่อ พยายามทำให้เร็ว และให้มากครั้งที่สุด ก่อนจะเปลี่ยนท่ามานั่งกับพื้น เหยียดขาให้ตรง แล้วตีขาไปมากับพื้นอีก 100 ครั้ง

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 7

นั่งคุกเข่าลงกับพื้น โน้มตัวมาข้างหน้า วางมือทั้ง 2 ข้างบนพื้นแขนเหยียดตรง ให้ไหล่ เข่า มืออยู่ในแนวเดียวกัน (เป็นท่าหมอบ 4 ขา) ยืดหลังตรง จากนั้นค่อย ๆ ยกขาขึ้นให้หัวเข่าตั้งเป็น 90 องศากับลำตัว วางลงแล้วทำใหม่ ข้างละ 10-12 ครั้ง 3 เซต จะช่วยกระชับต้นขาด้านนอกได้อย่างดี

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 8

ขอเอาใจคนรักการว่ายน้ำบ้าง เพราะวิธีลดต้นขานี้สามารถทำได้ในน้ำค่ะ ง่าย ๆ เลยก็คือ ให้ใช้แขนทั้งสองข้างจับขอบสระ คว่ำหน้า ยืดขาเหยียดให้ลอยตัวพร้อมกับตีขาไปจนเมื่อย แล้วพักสักครู่ก่อนจะตีขาต่อ ทำประมาณ 10-15 ครั้งค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งท่า ก็คือ ให้ยืนในน้ำ หันข้างให้ขอบสระ มือหนึ่งจับขอบสระไว้ อีกมือหนึ่งเท้าเอวไว้ เหยียดขาให้ตรง แล้วเหวี่ยงขาข้างเดียวกับที่เท้าเอวไปข้างหน้า แล้วเหวี่ยงกลับ ทำทั้งหมด 20 ครั้ง แล้วสลับมาทำอีกข้างหนึ่งอีก 20 ครั้ง ทำซ้ำจนครบ 10-15 ครั้ง จะช่วยบริหารต้นขาได้เยี่ยมเลยล่ะ

ได้วิธีดี ๆ แล้ว ก็ต้องหมั่นบริหารเป็นประจำด้วยนะคะ แล้วคุณจะมีเรียวขาที่เรียวสวยสมใจเลยทีเดียว